เครื่องดนตร์ไทย ประเภทดีด

เครื่องดนตร์ไทย Thai musical instruments ประเภทดีด

สำหรับในเรื่องของเครื่องคนตรีไทย Thai musical instruments  มักจะแบ่งกันตามกิริยาอาการที่ทำให้เกิดเป็นเสียงfนตรีขึ้น เช่นดีด สี ตี เป่า ถ้าแบ่งอย่างนี้ก็จะได้ 4 ประเภท ด้วยกัน คือ ประเภทเครื่องดีด ประเภทเครื่องสี ประเภทเครื่องตี ประเภทเครื่องเป่า โดยในบทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเครื่องดนตรีประเภทดีดกันว่ามีอะไรบ้าง

Thai musical instruments ประเภทดีด เป็นอย่างไร

ประเภทเครื่องดีด

 ได้แก่ เครื่องดนตรีประเภทที่มีสายเอ็นหรือไหม ขึงตึงผ่านกะโหลก (กล่องขยายเสียง) ที่ทำให้ดนตรีมีเสียงกังวานไปตามดันทวนเข้าลูกบิด ลูกบิดเป็นเครื่องขันให้สายตึงหรือหย่อนสายเหล่านี้เกิดสั่นสะเทือนบังเกิดเสียงกังวาน เมื่อถูกดีดด้วยกระดูกสัตว์ งา หรือนิ้วมือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีต ได้แก่ พิณชนิดต่าง ๆ ซึ่ง กระจับปี่ จะเข้ และฆ้องหน่อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • พิณน้ำเต้า 

จัดเป็นพิณสายเดียว เอาผลน้ำเต้ามาตัดครึ่งลูกคว้านไส้ทำตัวพิณเจาะขั้วน้ำเต้าตรึงติดกับไม้ตันพิณหรือทวน ใช้สายพิณยาว 78 ซม. ขืงผ่านจากปลายข้างหนึ่ง ไปยังปลายด้านลูกน้ำเต้าซึ่งมีลูกบิด ‘สำหรับบิดสายให้ตึงหรือหย่อน เพื่อให้มีเสียงสูงต่ำ ใช้มือดีดทำเสียง

โดย  “อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์” สันนิษฐานว่า คงจะเป็นของพราหมณ์ทำขึ้นเล่นกันมาก่อน และยังมีเพลงร้องเพลงหนึ่งชื่อว่า “พราหมณ์ดน้ำเา” พิณชนิดนี้ชาวอินเตียคงจะนำมาเล่นแพร่หลายอยู่ในดินแดนแหลมอินโดจีนนี้ก่อน” ข้อสันนิษฐานนี้น่าจะเป็นไปได้

 เพราะพิณของอินเดีย ส่วนใหญ่ใช้น้ำเต้าคว้านไส้ตากแห้งเป็นทะโหลกพิณ ตังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทก่อน พราหมณ์ที่กล่าวถึงนี้เป็นคนวรรณะสูงสุดของอินเดีย พิณน้ำเต้าใช้ผู้ชายเล่น เวลาเล่นไม่สวมเสื้อผู้เล่นจะต้องร้องไปด้วยดีดพิณเป็นเสียงประสานไปด้วย ปัจจุบันไม่มีใครเล่นกันแล้ว

  • พิณเพียะ (เปี๊ยะ หรือ เพลี้ย) 

เป็นเครื่องดีดเท่าแก่ชนิดหนึ่งของภาคเหนือ ดังปรากฏในพงศาวดารลานช้าง’ เปี๊ยะ มีลักษณะคล้ายพิณน้ำเต้าของภาดกลาง กะโหลกพิณทำด้วยทะลามะพร้าว เจาะรู้ข้างกะลา 1 รู สายทำด้วยลวดโลหะ (ทองเหลือง) 2-7 สายดันทวนทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ปลายคันทวนทำด้วยโลหะหล่อโค้งงอสวมไว้ ปลายยอดเป็นรูปหัวช้างหรือนกหัสดีสิงค์

 เวลาเล่นผู้เล่นต้องถอดเสื้อเล่น ใช้กะโหลกประกบหน้าอกเบื้องซ้ยวางแนวเอียงปลายลงทางขวา ใช้เล็บนิ้วก้อยมือขวาดีดเป็นทำนองเพลงต่าง ๆ แต่เดิมหนุ่มสาวเหนือมักจะดีดคลอกับการชับร้องของตนเองไปแอ่วสาวตามหมู่บ้านเวลากลางคืน ปัจจุบันหาคนเล่นได้ยาก จึงมีผู้พยายามฟื้นฟูการตีดเปี๊ยะให้แพร่หลาย

  • ซึง 

สำหรับเครื่องดนตรีที่มีชื่อว่า ซึง เป็นเครื่องดีดพื้นเมืองภาคเหนือ มี 4 สาย สันนิษฐานว่าจะมีชื่ออื่นมาก่อน เพราะ “ซึ่ง” เป็นภาษาพม่าที่เข้ามามีอิทธิพลต่อภาษาเหนือเมื่อ 200-300 ปีที่ผ่านมาซึ่งมีหลายขนาด ที่นิยมเล่นกันในปัจจุกัน มี 3 ทนาด คืด ซึ่งตั้งเดิม (เล็กที่สุด) ซึ่งกลาง และซึ่งหลวง 

ซึ่งขนาดดั้งเดิมมีความยาวตั้งแต่กะโหลกซึ่งไปจนจรดคันทวนประมาณ 21 ชม.มีนม หรือ Fret 9 อัน ตัวกะโหลกและตันทวนมักทำด้วยไม้แก่นเนื้อแข็งชิ้นเตียวกัน ขุดคว้านตอนที่เป็นกะโหลกให้เป็นโพรง แล้วใช้ไม้แผ่นตัดก จาะรูกลางทำเป็นฝาไดต้านหน้าเพื่ออุ้มเสียงให้เกิด กังวาน คันทวนทำเป็นเหลี่ยมด้านหน้าแบนตอนปลายทำโค้งแล้วขุดให้เป็นร่อง เจาะรูสอดลูกบิดข้างละ 2 อัน เข้าไปในร่องสำหรับขึงสาย 4 สาย ลายทำด้วยลวดขนาดเล็ก 2 สาย ขนาลใหญ่ 2 สาย แต่ดีดเป็นคู่ เพราะมีคู่ละเสียงใช้ดีดด้วยกระดูกสัตว์ นอกจากใช้เล่นเดี่ยวแล้ว ใช้เล่นกับสะล้อในวงสะล้อและซึง เล่นเพลงพื้นเมืองเหนืออีกด้วย

  • กระจับปี่ 

กระจับปี่เป็นเครื่องดีด 4 ลายเมื่อพิจารณาจากรูปร่างและวัสดุที่ประกอบเป็นทระจับปี่ โดยสันนิษฐานว่าจะเป็นวิวัฒนาการมาจาก ซึ่ง ของภาคเหนือเพราะลักษณะรูปร่างถูกขัดเกลาประดิษฐ์ให้สวยงามขึ้น

พิถีพิถันในการ รเลือกใช้วัสดุมากกว่า ปรากฎหลักฐานว่าใช้ บรรเลงกันตั้งแต่สมัยสุโขทัย

 คำว่า “กระจับปี่” คงจะมาจากคำว่า “ทัจฉปะ” หรือ “กัจฉบี” ซึ่งเป็นพิณชนิดหนึ่งของอินเดีย ที่เรียกว่า Tambura ด้วย แต่เราคงรับแต่เพียงชื่อมาเท่านั้น เพราะเป็นเครื่องดีดเช่นเดียวกัน ทั้งๆ ที่รูปร่างและวัสดุของ Tambura และทระจับปิ่ไม่เหมือนกันนัก

 เพราะกะโหลก Tambura ทำด้วยน้ำเต้าคว้านไส้ จึงมีรู โค้งนนคล้ายหลังเต่าจึงมีชื่อว่า “กัจฉปี” ซึ่งมีความหมายว่า มีรูปคล้ายเต่า แต่ตัวกะโหลกกระจับปีถูกประดิษฐ์ให้แบนทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นรูปกลมตัวกะโหลกหนาประมาณ 7 ชม.กะโหลกยาวประมาณ 44 ชม. กว้างประมาณ 40 ชม. อันทวนเรียวยาวตอนปลายผายออกความยาวทั้งหมดประมาณ 180 ซม. มีนมหรือ Fret 11 อัน สำหรับนิ้วเวลากดส่าย 

ปัจจุบันหาคนเล่นได้ยาก จึงหายไปจากวงมโหรีอาจจะเป็นเพราะว่ากระจับปีของเดิมมีน้ำหนักมาก

ไม่สะดวกที่จะยกขึ้นถือตีด และมีเสียงเบาประทอบกับมีผู้คิดเครื่องดีดที่เรียกว่า “จะเข้” ขึ้น มีเสียงดล้ายกระจับปี่แต่ฟังเพราะกว่า จะเข้จึงมีบทบาทมากขึ้นประกอบกับวิธีเล่นก็สะดวกกว่า กระจับบึ่จึงหมดหน้าที่ไปโดยปริยาย

 

ในเวลาต่อมาในปี พ.ศ.2498 กรมศิลปากร ได้ประดิษฐ์กระจับปี่ขึ้นใหม่ โดยรัทษารูปทรงไว้อย่างเดิม ทำด้วยไม้เบาทั้งตัวและทวน แล้วเจาะรูที่ตัวกระจับปีให้อุ้มเสียงก้องกังวานยิ่งขึ้น และสร้างขึ้นเป็น ขนาด ขนาดใหญ่เท่ากับของเดิมทั้ง ขนาด มีน้ำหนักเบาถือเดินดีดเล่นได้สะดวก และเปลี่ยนบันไดเสียงเล่นเพลงสากสได้อีกด้วย

 

หากต้องการอ่านเรื่องอื่นๆเพิ่มเติม คลิกที่นี่

หรือ ที่นี่