การพัฒนาทักษะเพื่อการศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้

การพัฒนาทักษะเพื่อการศึกษาค้นคว้า Developing skills for study

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ สถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างมุ่งดำเนินงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐและเพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกพา ระดับอุดมศึกมาฉบับที่ 7 โดยทำหน้าที่ผลิตบัณฑิต วิจัยและบริการทางวิซาการแก่สังคม เพื่อทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม ทั้งนี้มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตผู้เป็นทรัพยากรบุคคลสำคัญของชาติให้มีคุณภาพมีจิตตำนึกในความเป็นไทยมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์มีวิจารณญาณในการเลือกและการตัดสินใจที่เหมาะสมเพื่อปรับตัวให้เข้ากับภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม Developing skills for study

ความหมายของการศึกษา Developing skills for study คืออะไร

สำหรับการศึกษาเป็นคำซึ่งมีความหมายกว้างขวางมาก นักการศึกษาต่างให้ความหมายของคำว่าการศึกมาต่าง ๆ นานา เช่น การศึกษาคือชีวิต การศึกษาคือความเจริญงอกงามการศึกษาคือการแสวงหาความรู้ เป็นต้น ทั้งนี้อาจสรุปไว้ว่า การศึกษาหมายถึงการเสาะแสวงหาความรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างถ่องแท้จนสามารถนำความรู้นั้นมาปรับปรุงตนให้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตามสมควรแก่อัฒภาพ

ความสำคัญของการศึกษา

โดยการศึกพามีความสำคัญยิ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญไปในทิศทางที่พึงประสงค์ ทั้งนี้เพราะเป้าหมายในการจัดการศึกษา มุ่งจัดให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ปถูกฝังให้ประชากรมีความรู้ ความสามารถทั้งทางวิชาการในด้านต่าง ๆ ตลอดทั้งความรู้เกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรม และเอกลักษณ์ความเป็นไทยผู้มีการศึกษาย่อมสามารถใช้สติปัญญาในการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์และมีวิจารณญาณในการเลือก การตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาตามสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถูกต้องเหมาะสม

ทำให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของสังคมในสังคมปัจจุบัน ข่าวสารความรู้ หรือสารสนเทศเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้บุคคล องค์กร หรือประเทศ ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวได้

หากไม่ได้รับสารสนเทศที่ถูกต้องในเวลาเหมาะสมยิ่งในวงการศึกษาแล้ว สารสนเทศ มีบทบาทสำคัญมากผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนเช่น นักเรียน นักศึกพา ย่อมต้องการสารสนเทศในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่ กำลังศึกษาได้ดีขึ้น กว้างขวางขึ้นซึ่งผู้ศึกษาสามารถแสวงหาความรู้และสารสนเทศได้หลายทาง เช่น เรียนรู้จากการสอนของอาจารย์ในชั้นเรียน

จากการฟังผู้มีความรู้ความสามารถในเรื่องต่าง  และจากการอ่านหนังสือ หรือวัสดุสารสนเทศอื่น ๆการศึกมาไฝ่หาความรู้ทั้งทางวิชาการและเรื่องที่น่ารู้น่าสนใจทั่วไปอยู่เสมอ ย่อมช่วยปลูกความรู้พื้นฐาน และส่งเสริมสติปัญญาตลอดทั้งจิตสำนึกของผู้ศึกษา ให้มีความรู้ความสามารถในการตัดสินใจได้ถูกต้องและประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมต่าง ๆ

วิธีศึกษาหาความรู้

สำหรับวิธีศึกษาหาความรู้มีหลายวิธีแด้วิธีที่สำคัญและเป็นพื้นฐานของการแสวงหาความรู้มี 4 วิธี คือ การอ่าน การฟัง การไต่ถาม และการจดบันทึก ซึ่งการอ่าน เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความโดยมีตัวอักษรเป็นสื่อกลางความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการของโลกยุคปัจจุบัน

เป็นผลให้มีการผลิตสิ่งพิมพ์ที่มีคุณค่าเป็นจำนวนมากและนับวันจะยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นบทบาทของการอ่านจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นอเนกประการดังจะเห็นให้จากกิจกรรมทั้งหลายในชีวิตประจำวันย่อมต้องอาศัยการอ่านเป็นเครื่องมือทั้งสิ้น เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะของการเข้าใจภาษา ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นลำคับขั้นเพื่อจะให้เป็นนักอ่านที่ดี การเป็นนักอ่านที่ดี หมายถึง ผู้อ่านที่สามารถเข้าใจเนื้อหาได้มากที่สุด โดยใช้เวลาน้อยที่สุดนั่นเอง

และการฟัง เป็นการแสวงหาความรู้ที่มีมาตังแต่สมัยใบราณ การเล่าเรียนในสมัยนันต้องอาศัยการฟังเป็นหลัก เพราะไม่มีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เป็นจำนวนมากเช่นในปัจจุบัน กล่าวกันว่า ผู้ที่จะเป็นผู้รู้ เป็น นักปราชญ์ใด้นั้น ต้องเป็นผู้สดับมาก คือฟังมากเรียกว่า “พหูสูตร”

แม้ในทุก วันนี้ การฟังก็ยังเป็นรูปแบบของการศึกษาหาความรู้ที่สำคัญ และนักศึกษามีความตุ้นเคยมากที่สุดเพราะได้ใช้การฟังเป็นเครื่องมือศึกษาเล่าเรียนอยู่เปีนประจำ ได้แก่ หึงคำบรรยายในชั้นเรียน ฟังวิทยุเพื่อการศึกษา ฟังการสัมมนา เละฟังการอภิปราย เป็นต้น การฟังเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง และเป็นเรื่องของทักษะเช่นเดียวกับการอ่าน ผู้ที่มีศิลปะการฟังที่ดี ย่อมเป็นผู้ที่ได้ประไยชน์คุ้มค่าจากการฟัง

 

หากต้องการอ่านเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติม คลิกที่นี่

หรือ ที่นี่