เรียนรู้เรื่องภาษาและสมอง

เรียนรู้เรื่องภาษาและสมอง Language and Brain

สำหรับเรื่องของกลของสมอง ภาษาและสมอง Language and Brain โดยเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1848 ได้มีชายคนหนึ่งชื่อ Phineas Gage เป็นหัวหน้าคนงานก่อสร้างถนนถูกท่อนเหล็กขนาดยาว 4 ฟุตกระเด็นมาถูกหัวจนสมองทะลุเป็นช่องเข้าไปเขาไม่เป็นอะไรนอกจากค่อนข้างเอาใจตัวเองและเจ้าอารมณ์แต่เขาก็ยังมีอายุต่อไปได้อีก12 ปี ทุกคนเห็นว่าเป็นเรื่องประหลาดจึงเริ่มศึกษาการทำงานของสมองของเขา เขาเองก็ได้เงินไม่น้อยในการออกแสดงร่วมกับคณะละครสัตว์ไปทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อสนองความต้องการของคนที่อยากเห็นตัวเขาและท่อนเหล็กที่กระเด็นถูกหัวเขา สิ่งที่ทุกคนสงสัยและอยากรู้ก็คือว่า ทั้ง ๆ ที่สมองของเขาเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้แล้ว ทำไมสติปัญญา ความสามารถทางสมองของเขาทำไมไม่กระทบกระเทือนเลย

ภาษาและสมอง Language and Brain คืออะไร

ในบางท่านจะสงสัยว่าทำไมเราจึงเรียนเรื่องสมองและส่วนต่าง ๆ ของสมองด้วยทั้ง ๆ ที่เรามิใช่แพทย์ แต่เราจะต้องไม่ลืมว่าสมองมีส่วนสัมพันธ์กับภาษาและการเรียนรู้ภาษาของมนุษย์อยู่มาก ความเช้าใจการทำงานของสมองก็จะช่วยให้เราเข้าใจกลไกที่เกิดขึ้นในสมองได้ดีขึ้น ปัจจุบันนี้ภาษาศาสตร์เชิงประสาท อันเป็นศาสตร์ที่ศึกษาพื้นฐานทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวกับภาษาและกลไกของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ภาษาและการใช้ภาษา ยังนับว่าอยู่ในระยะเริ่มต้น จะต้องมีการศึกษาคันคว้าอีกมาก

ส่วนประกอบของสมอง

สมองเป็นส่วนที่ชับซ้อนและสำคัญที่สุดของร่างกาย ทุกคนทราบดีว่า สมองอยู่ใต้กะโหลกศีรษะ มีเซลล์ประสาท  (neuron) ประมาณ 10 พันล้านเซลล์ เซลล์ประสาทเหล่านี้รวมกันอยู่ที่เปลือกนอกของสมอง (cerebral cortex) สีของเชลล์ประสาทค่อนข้างคล้ำ ทำให้เนื้อเปลือกสมองมีสีคล้ำกว่าเนื้อสมองภายในหรือใต้เปลือกสมองเข้าไปและได้ชื่อเรียกว่า “เนื้อสีเทา” (gray matter)

โดยที่บริเวณเหล่านี้นันจะประกอบด้วยเซลล์ของประสาท ที่ทำการเรียงกันอยู่เป็นชั้น ๆ ไม่น้อยกว่า 6 ชั้นใต้เปลือกสมองเข้าไป มีเนื้อสมองประกอบด้วยกิ่งยืนของเชลล์ประสาท ซึ่งรวมกันเป็นใยประสาท (nerve fibers) ทั้งกึ่งของเซลล์ประสาทและใยประสาท มีสีขาวนวลอ่อน ๆ ทำให้เนื้อสมองส่วนที่อยู่ใต้หรือภายในของเปลือกสมองเข้าไปมีสีขาวกว่าเนื้อสมองและได้ชื่อเรียกว่า “เนื้อสีขาว”(white matter) ซึ่งประกอบด้วยใยประสาทต่อเนื่องกับเซลล์ประสาทและส่วนต่างๆ ของสมองและไขสันหลัง

โดยที่ทั้งบริเวณของสมองและไขสันหลังรวมกันเป็นระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System or CNS) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการทำงานติดต่อประสานกันทั้งในระหว่างสมองและไขสันหลังเอง กับเส้นประสาทต่าง ๆ ทั้งที่ออกจากสมองและไขสันหลังไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อควบคุมบังคับบัญชาระบบต่าง ๆ ทุกระบบของร่างกายให้ทำงานได้ดีและสัมพันธ์กันระบบประสาทส่วนกลางควบคุมร่างกายโดยรับพลังประสาทรู้สึก (sensory  nervous impulses) จากเส้นประสาทรู้สึก (sensory nerves) ส่วนนอก แล้วแยกแยะ ถ่ายทอด แปล และอาจโต้ตอบกลับออกไปในลักษณะสั่งงานโดยส่งพลังประสาทสั่งงาน (motor nervous impulses)ไปตามเส้นประสาทสั่งงาน (motor nerves) ไปยังส่วนนอกของร่างกาย

บริเวณของการเห็นและการพูด

สำหรับจุดที่เป็นบริเวณของรอยนูนรูปมุม(angular gyrus) อยู่ที่กลีบผนัง (parietal lobe) ซึ่งจะอยู่ชิดกับบริเวณ Wernicke ในกลีบขมับ โดยในจุดนี้มีหน้าที่แปลความหมายของภาษาเขียนหรือตัวอักษรที่บริเวณการเห็น (visual area) ในกลีบท้ายทอย (occipital lobe) รับได้บริเวณการเห็นของการพูด เป็นบริเวณเก็บข้อมูลหรือความทรงจำของคำหรือภาษาเขียน

และถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม ที่บริเวณส่วนนี้เกิดการเสียหาย คนที่ได้รับความเสีบหายก็จะยังมองเห็นภาพต่างๆ หรือเครื่องหมายหรืออักษรภาษาเขียนได้ดังเช่นเดิม เพราะบริเวณการเห็นยังดีอยู่ แต่ไม่รู้ความหมายของภาพที่มองเห็นเหมือนเด็กที่ยังไม่เคยเขียนหนังสือ ภาวะที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ เรียกว่า word-blindness หรือภาวะบอดตัวหนังสือ” คือ “ภาวะปราศจากความเข้าใจของตัวหนังสือ หรือ visual aphasia”

ซึ่งเรียกได้ว่าจุดนี้เป็น sensory or receptive aphasia อีกชนิดหนึ่ง นอกนั้นบริเวณการเห็นของการพูดยังมีหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกคำที่จะใช้ในการแสดงความคิดออก ( choice of words for thought to be expressed) บริเวณสั่งงานการพูด (3 บริเวณ) และบริเวณรู้สึกของการพูด (2 บริเวณ) รวมเป็น  บริเวณ มีการทำงานเชื่อมโยงซึ่งกันและกันด้วยใยประสาทเชื่อมสมอง (association file) ของซีกสมองแต่ละซีกบริเวณได้ยินของการพูด หรือบริเวณ Wernicke และบริเวณการเห็นของการพูด คือ เห็นและเช้าใจความหมายของตัวหนังสือ (visual auditory area)

ภายหลังที่ Wernicke ได้ ค้นพบบริเวณ Wernicke ใน ค.ศ. 1874 ซึ่งเป็นเวลาเพียงไม่นานหลังจากนั้นเหล่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของสมองโดยเฉพาะเกี่ยวกับการพูดได้ถือว่า เป็นบริเวณเดียวกันและเรียกชื่อบริเวณที่เกิดจากการรวมสองบริเวณนี้เสียใหม่ว่าย่าน Wernicke (Wernicke’s zone)

 

โดยสรุปได้ว่าสมองซีกซ้ายของมนุษย์เรานั้นมีความสำคัญต่อการรับรู้ภาษา ถ้าสมองกซ้ายชำรุด ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะขาดอำนาจควบคุมการพูด thalamus ก็มีส่วนสัมพันธ์กับการพูด ถ้าชำรุด คนนั้นจะพูดช้ำ ๆ การทดลองแบบ  dichroic listening คือ การเอาเสียง ต่างกันสองเสียง เช่น เอาคำ “ผู้หญิง” เข้าทางหูซ้าย พร้อม ๆ กับเอาคำ “ผู้ชาย” เข้าทางหูขวา จะพบว่า ผู้ถูกทดลองจะตอบเสียงที่เข้าทางหูขวาได้ถูกต้องว่า เพราะสมองซีกซ้ายควบคุมร่างกายซีกขวา สมองซีกขวาควบคุมร่างกายซีกซ้าย ฉะนั้น สมองซีกซ้ายมีความสำคัญต่อภาษา จึงตอบเสียงที่เข้าทาง หูขวาได้ถูกต้องกว่า

 

หากต้องการอ่านเรื่องอื่นๆเพิ่มเติม คลิกที่นี่

หรือ ที่นี่