โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก คืออะไร ?

ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกี ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ จัดอยู่ในกลุ่ม flavivirus และมันสามารถแพร่ได้โดยการที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค

 

การติดเชื้อครั้งแรกมักจะมีอาการไม่รุนแรงมาก แต่ถ้าติดเชื้ออีกในครั้งที่ 2 โดยจะเป็นเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับการติดเชื้อในครั้งแรก

 

ซึ่งอาการมักจะไม่รุนแรงถึงขั้นเลือดออก หรือ ช็อกจนเสียชีวิต โดยโรคนี้นั้นสามารถพบได้มาก ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี

 

อาการของโรคไข้เลือดออก สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ

 

ระยะแรก หรือ ระยะไข้

 

ระยะนี้มักไม่ค่อยมีอาการเฉพาะ ซึ่งเด็กมักจะมีไข้สูง ประมาณ 2-7 วัน

 

โดยที่จะมีอาการหวัดและปวดตัว ปวดท้อง มักมีหน้าแดง และอาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขา หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมอยู่ด้วย

 

หากลูกมีไข้สูงอยู่หลายวัน ควรที่จะพาลูกไปพบแพทย์ ไม่ควรจะพยายามรักษาเอง และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้ประเภทแอสไพรินและไอบูโพรเฟน โดยอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและเกิดปัญหาเลือดออกในกระเพาะอาหารได้

 

ระยะวิกฤติ หรือ อาจจะช็อกได้

 

ผู้ป่วยมักจะมีไข้มาแล้วหลายวัน อาการทั่วไปมักจะดูเพลียมากขึ้น อาจมีอาการปวดเมื่อยตัวมากขึ้น รวมถึงมีอาการปวดท้อง ท้องอืด เบื่ออาหาร มือเท้าเย็น ต้องหมั่นคอยตรวจวัดชีพจรและความดันโลหิตเป็นช่วง ๆ ร่วมกับดูปริมาณน้ำและอาหารที่รับประทานเข้าไปเทียบกับปริมาณปัสสาวะขับที่ออกมาในแต่ละช่วงของวัน

 

บางรายอาจจะมีอาการท้องอืดมากขึ้น ร่วมกับไข้ที่ลดลงเป็นอุณหภูมิปกติ ในการที่อุณหภูมิลดลงนี้อาจจะทำให้ผู้ปกครองเข้าใจผิดว่าเด็กกำลังจะหายจากไข้เลือดออกแล้ว ทั้ง ๆ ที่เด็กอาจจะกำลังเข้าสู่ระยะช็อกที่จะมีความรุนแรงตามมาในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้

 

ระยะฟื้นตัว

อาการต่าง ๆ จะเริ่มดีขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ชีพจรจะเต้นแรงขึ้นและช้าลง ปัสสาวะมากขึ้น บางรายมีผื่นแดงและมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามลำตัว และอวัยวะต่าง ๆ เริ่มทำงานเป็นปกติ

 

หลังจากนั้นในอีก 48-72 ชั่วโมงต่อมาจะเข้าสู่ระยะที่เรียกว่าหายเป็นปกติ ผู้ป่วยจะเริ่มมีความอยากรับประทานอาหารบ้าง อาการปวดท้องและท้องอืดก็จะเริ่มดีขึ้น รู้สึกมีแรงมากขึ้น

 

อาการของโรคไข้เลือดออกที่สามารถสังเกตได้ มีดังนี้

  • ไข้สูง 39 – 40 องศา เกิน 2 วัน
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยตามตัว
  • อ่อนเพลีย ซึม
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม
  • เบื่ออาหาร
  • อาเจียน
  • อาจพบจ้ำเลือดหรือจุดเลือดตามผิวหนัง
  • อุจจาระมีลักษณะเป็นสีดำ

 

การป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออก สามารถทำได้ดังนี้

 

สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด และไม่ให้มีแหล่งที่ยุงลายนั้นสามารถเพาะพันธุ์หรือขยายพันธุ์ได้ โดยการที่ไม่ให้มีน้ำขังในภาชนะ

 

ควรที่จะมีฝาปิดภาชนะที่มีการใส่น้ำเพื่อไม่ให้ยุงลายนั้นลงไปวางไข่ได้ ซึ่งในปัจจุบันนั้นกำลังมีการศึกษาถึงวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก

 

ซึ่งคาดว่าในอนาคตอันใกล้อาจมีวัคซีนเพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพออกมาให้ทุกคนได้ใช้กันอย่างแน่นอน

 

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย มีดังนี้

 

  • ปิดภาชนะภายในบ้านและบริเวณรอบโดย ๆ บ้านเพื่อไม่ให้มีน้ำขัง
  • ปิดฝาโอ่งน้ำดื่ม น้ำใช้ ให้สนิท ป้องกันยุงลงไปวางไข่
  • ใส่เกลือแกงหรือทรายอะเบต หรือเทน้ำเดือดลงในจานรองขาตู้ทุกสัปดาห์
  • ใส่ปลาหางนกยูงลงในอ่างบัวหรือใส่ลงไปในภาชนะเก็บน้ำในห้องน้ำเพื่อกินลูกน้ำยุงลาย
  • ขัดล้างภาชนะเก็บกักน้ำ เพื่อขจัดลูกน้ำยุงลาย
  • เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ทุก ๆ 7 วัน เพื่อทำลายไข่ยุงลาย
  • ปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบบ้านและชุมชน ให้สะอาด

 

โดยสรุปได้ว่าไข้เลือดออกเป็นโรคอย่างหนึ่งที่พาหะของโรคนี้อยู่รอบๆตัวเราจริงๆ นั่นก็คือ ยุงลาย โดยหากบ้านไหนที่มีน้ำขังหรือแหล่งที่มันสามารถวางไข้ได้หละก็ แนะนำว่าให้กำจัดมันให้สิ้น อย่าปล่อยให้มันสามารถนำเชื้อโรคเหล่านี้มาติดคุณหรือคนในบ้านคุณได้